วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อานิสงค์จากการบูชาพระพิฆเณศ


อานิสงค์จากการบูชาพระพิฆเณศ


1. การบูชาพระพิฆเณศนั้น นับเนื่องในอานิสงส์สำคัญหลายประการด้วย หากเป็นผู้ที่ศึกษาฮินดูแท้ๆ การบูชาพระพิฆเณศย่อมเป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดบรรลุธรรมตามหลักโมกษะนั่นแล ด้วยว่า พระพิฆเณศแท้ที่จริงย่อมเป็นพลังงานบริสุทธิ์ พลังแห่งปัญญาอันพิสุทธิ์ การเข้าถึงพระพิฆเณศในแง่แห่งความสูงสุดทางจิตวิญญาณจึงหมายถึง การชำระมลทินภายในจิตใจให้สิ้นไป คงเหลือแต่สภาพจิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตแท้ดังเดิม เพื่อก้าวไปสู่การรวมเป็นหนึ่งกับพระเป็นเจ้า

2. อานิสงส์ประการต่อมาคือ การบูชาพระพิฆเณศเพื่อปัญญาและการหยั่งรู้ พระพิฆเณศตามตำนานเป็นเทพแห่งปัญญาโดยชัดเจน จากเรื่องราวการเดินทางรอบโลกแข่งกันระหว่างพระพิฆเณศกับพระขันธกุมาร ทันทีที่พระอิศวรบัญชาว่าใครเดินทางรอบโลกครบ 7 รอบก่อนจะให้ผลมะม่วงแก่ผู้นั้น เมื่อพระขันธกุมารทรงนกยูงออกไปก่อน ในขณะที่พระพิฆเณศเลือกการทักษิณาวัตรพระอิศวรและพระอุมาซึ่งมีฐานะเป็นบิดามารดาของตนแล้วกล่าวตามเนื้อหาพระคัมภีร์ว่า ผู้ใดที่ทักษิณาวัตรบิดามารดาของตนเอง ย่อมเท่ากับผู้นั้นได้เวียนรอบโลก เพราะว่าคุณของบิดามารดายิ่งใหญ่กว่าแผ่นดิน นี่คือการชี้คุณลักษณะพิเศษของปัญญา

ไม่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น ปัญญาญาณของพระพิฆเณศยังกล่าวไว้ในเรื่องการเขียนมหาภารตะว่า พระฤาษีวยาสเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวนี้แก่พระพิฆเนศขอให้เป็นผู้เขียน ในการเขียนนั้นพระพิฆเณศกล่าวว่าอย่าให้สะดุด ต้องบอกกล่าวทีเดียวให้จบ พระฤๅษีก็แก้ว่าย่อมได้ แต่ตนจะใช้โศลกที่เข้าใจยาก เป็นปรัชญาลึกซึ้ง ต้องตีความหมายก่อนเขียน และหากพระพิฆเนศไม่เข้าใจตรงไหนก็ให้หยุดถาม ทั้งนี้ พระฤาษีเองจะได้พักเหนื่อยด้วย แสดงว่าความสามารถในการเขียน การจำ ของพระพิฆเนศนั้นนับว่าเป็นยอด ด้วยเหตนี้ ผู้ที่นับถือพระพิฆเณศและหมั่นพิจารณา ในคุณข้อนี้ย่อมเป็นผู้ได้มาซึ่งปัญญาแห่งเทวะ ประกอบด้วยคุณความดี คึอ ความกตัญญูต่อบิดามารดา และจากเนื้อเรื่องที่กล่าวมาพระพิฆเนศยังถือว่าเป็นเทพแห่งการเขียนอ่าน ซึ่งก็คือปัญญา ดังนั้น นักเรียนนักศึกษาทั้งหลายจืงควรให้ความนับถือพระพิฆเณศเป็นพิเศษ

การนับถือพระพิฆเนศ เพื่ออานิสงค์เรื่องปัญญาความรู้นั้น ควรที่ต้องรับถือควบคู่กับ พระแม่สรัสวดีเทวีแห่งปัญญา พรหมจรรย์ และความบริสุทธิ์ ทั้งพระนางยังเป็นเทวีแห่งศิลปวิทยาการอีกด้วย การนับถือคตินี้ จะเห็นได้ชัดจากภาพมี 3 เทพประทับอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นไตรภาคีระหว่าง พระพิฆเนศ พระแม่ลักษมี พระแม่สรัสวดี ผู้ใดประสงค์ความมีปัญญา ประกอบด้วยความสำเร็จ ความร่ำรวย ความฉลาด ก็หารูปภาพเหล่านี้มาบูชาเอาเถิด (ในลักษณะตรีเทวะ หรือ ไตรภาคี หรือ ตรีเอกานุภาพ เช่น พระตรีมูรติ ก็เป็นตรีเอกานุภาพ)

3. ถัดจากเรื่องปัญญา การบูชาพระพิฆเนศที่สำคัญที่สุดคือ อำนาจแห่งการขจัดอุปสรรค ดังที่กล่าวมา พระพิฆเนศคืออำนาจแห่งอุปสรรคและเป็นอำนาจแห่งการขจัดอุปสรรคด้วยในตัว ดังนั้น ผู้ที่บูชาพระองค์ย่อมทำกิจการงานราบรื่นหรือหากมีอุปสรรคอันใด พระองค์ท่านย่อมบำราศเสียซึ่งอุปสรรคนั้นๆ

4. เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ด้วยว่าศีรษะช้างของพระพิฆเนศนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล ช้างหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ความยิ่งใหญ่ สิริมงคล ด้วยเหตุนี้ พระพิฆเณศจึงเป็นตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในพระหัตถ์ของพระพิฆเนศนั้นมักถือขนมโมทกะอยู่ตลอดเวลา อันเป็นสื่อถึงอาหารการกินที่พร้อมเสมอ หมายความว่า พระองค์จะประทานความอิ่มหนำสำราญแก่ผู้บูชาพระองค์ ความอุดมสมบูรณ์จึงพึงบังเกิดแก่บุคคลนั้นไม่รู้สิ้น ชีวิตของผู้ที่มีพระองค์เป็นสรณะจะหอมหวานอยู่เสมอ

5. เป็นผู้ป้องกันภูติผีปีศาจและคุณไสยมนต์ดำทั้งปวง จากคติเรื่องพระพิฆเณศเป็นยมทูต เป็นเจ้าแห่งภูตผีปีศาจ ซึ่งคตินี้น่าจะรับจากการที่พระศิวะ ซึ่งอยู่ในฐานะบิดา ทรงมีภาคภูเตศวร และอีกประการหนุ่งทรงเป็นมหาโยคีที่อาศัยตามป่าช้าเพื่อปฏิบัติกรรมฐาน นั่งสมาธิเข้าฌานสมาบัติให้แก่กล้า และในภาคนี้ พระศิวะเองก็เป็นเจ้าแห่งภูติผี มีภูติผีทั้งหลายแวดล้อมพระองค์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งความตาย คุณสมบัติต่างๆ ของพระศิวะถูกถ่ายทอดสู่พระพิฆเนศผู้เป็นศิวะบุตร ด้วยเหตุนี้ พระพิฆเนศจึงทรงอำนาจยิ่งใหญ่ในโลกวิญญาณ โดยพระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งภูติผีปีศาจทั้งหมด ทรงเป็นใหญ่เหนือใครในโลกวิญญาณ ดวงวิญญาณทุกดวงย่อมอยู่ในอาณัติแห่งพระองค์ และผู้บูชาพระองค์ย่อมปลอดภัยจากการคุกคามของภูติผีปีศาจ ทั้งคุณไสยมนต์ดำทั้งปวง เพราะพระองค์คือผู้บริสุทธิ์ คือเจ้าแห่งอำนาจเหนือธรรมชาติ ดังนั้น ผู้อยู่ใต้บารมีของพระองค์ย่อมพ้นจากภัยทั้งหลายที่มองไม่เห็นเหล่านี้

6. อำนาจแห่งความเป็นที่รัก เนื่องจากพระพิฆเณศเป็นเทพที่บังเกิดจากพระแม่อุมาเทวี ในเบื้องต้นพระพิฆเณศย่อมเป็นที่รักแห่งนางที่สุด ภายหลังจากการต่อสู้กับพระศิวะด้วยควาเข้าใจผิดจนบานปลายทำให้ศีรษะพระพิฆเณศหลุดไป ยังความไม่พอใจแก่พระแม่อุมา ต่อเมื่อได้มีการต่อศีรษะใหม่และมีการขอขมาพระแม่อุมา ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทวยเทพทั้งหลายต่างมาประชุมพร้อมกัน พร้อมทั้งให้พรแก่พระพิฆเณศ พระพิฆเณศจึงเป็นที่รักของทวยเทพทั้งหลายในสากลจักรวาล พระพิฆเณศจึงเป็นผู้ประทานความเป็นที่รักแก่ผู้บูชาพระองค์อีกประการหนึ่งด้วย

7. อำนาจแห่งความเป็นใหญ่ ผู้บูชาพระพิฆเณศยังได้อานิสงค์สำคัญ คือ การได้เป็นซึ่งเจ้าคนนายคนนอกจากการเป็นที่รักแล้ว ด้วยว่าพระพิฆเณศนั้นยังเป็นหัวหน้าคณะเทพอีกด้วย ผู้บูชาพระพิฆเณศด้วยความเชื่อมั่น ย่อมได้อานิสงค์ในการเป็นเจ้าคนนายคน ได้เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์

8. พระพิฆเณศคือบ่อเกิดแห่งความเจริญรุ่งเรือง ศีรษะช้างของพระพิฆเณศสื่อความหมายแห่งสิริมงคล ซึ่งมีอำนาจลี้ลับในการผลักดันให้ผู้บูชาเกิดความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ผู้บูชาพระพิฆเณศจะประกอบการงานสำเร็จ ทั้งยังรุดหน้ารวดเร็วกว่าคนอื่นๆ ด้วยมงคลจากองค์พระพิฆเณศที่จะเอื้ออำนวยให้แก่ผู้บูชาพระองค์

9. ผู้ประทานความไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และให้อายุยืนยาว เป็นอีกคติหนึ่งที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้ การบูชาพระพิฆเณศให้ผลทางด้านนี้อย่างเด่นชัด เพราะเป็นคุณสมบัติสำคัญ คนโบราณเชื่อว่า การบูชาต่อองค์พระพิฆเณศ สามารถอ้อนวอนขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือต่ออายุให้ยืนยาวยิ่งขึ้น ผู้ที่สวดมนต์ของพระองค์ทุกค่ำเช้า ย่อมได้รับการอำนวยพรให้มีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ


บทความเกี่ยวกับการบูชาพระพิฆเนศที่เกี่ยวข้อง
พระพิฆเนศ ผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่
การบูชาพระพิฆเนศ
ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ
ของถวายพระพิฆเนศ
อานิสงค์จากการบูชาพระพิฆเนศ

ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ/บทสวดมนต์พระพิฆเนศ


ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ

เพื่อการสวดบูชาให้ได้ผลสูงสุด ควรเลือกเวลาที่เงียบสงัด เช่น เช้าตรู่ หรือ ก่อนนอน จะได้ไม่มีเสียงรบกวนจากผู้อื่น

1. นำของสังเวยทั้งหมด (น้ำ นม ผลไม้ ขนมหวาน) จัดวางไว้หน้าเทวรูป, รูปบูชา
2. ดอกไม้ ถ้าเป็นช่อหรือดอกเดียวให้วางไว้ข้างหน้า ถ้าร้อยเป็นพวง สามารถนำไปคล้องที่พระกรหรือศาสตราวุธของเทวรูปได้
3. จุดกำยาน ธูป ประทีป เทียน
4. การพนมมือ ให้พนมมือแบนราบติดกันนะครับ ไม่ใช่แบบดอกบัวตูม แล้วตั้งจิตให้สงบนิ่ง


5. เมื่อจิตสงบนิ่งแล้ว ให้ เริ่มสวดบูชา...
การสวดมนต์นั้น ท่านสามารถเลือกบทสวด บทอัญเชิญ หรือบทสรรเสริญ บทใดก็ได้มาหนึ่งบท หรือจะสวดหลายๆ บท ให้ต่อเนื่องกันก็ยิ่งดีครับ 


บทสวดมนต์/คาถาบูชาพระพิฆเนศ

คาชานะนัม ภูตะคะณาธิเสวิตัม / กะปิตะชัมพู ผะละจารุภักษะณัม
อุมาสุตัม โศกะวินาศะ การะกัม / นะมามิ วิฆะเนศวะระ ปาทะปังกะชัมคเณศา มนตรา (บทสวดดั้งเดิมของอินเดียโบราณ)
ความหมาย : พระพิฆเนศทรงเป็นสิ่งสูงสุด ทรงมีเศียรเป็นช้าง
ทรงมีสาวกมากมาย พระองค์ทรงโปรดผลมะขวิดและผลหว้า (บางตำราว่าผลชมพู่)
พระองค์ทรงเป็นบุตรแห่งพระแม่ปารวตี
ทรงเป็นผู้ทำลายความทุกข์ยากและความเจ็บปวด
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการ เทพผู้ทรงมีพระบาทดั่งดอกบัว

- วักกระตุณทะ มหากายา
สุริยาโกติ สมาปราภา / นิรวิฆนัม คุรุเมเทวะ
สาระวะการะ เยสุ สาระวะทา
(บทอัญเชิญพระพิฆเนศ นิยมสวดกันมาก โดยเฉพาะในขณะถวายเครื่องสังเวยบูชา)
ความหมาย : ขอน้อมบูชามหาเทพ ผู้มีงวงอันโค้งยาว งดงามยิ่ง
พระองค์มีพระวรกายอันแข็งแกร่ง
บารมีของพระองค์ได้แผ่ออกดั่งแสงอาทิตย์เจิดจ้านับล้านดวง
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานความผาสุขและชี้นำข้าพเจ้าไปสู่สิ่งที่ดีงามด้วยเถิด

- โอม เอกทันตายะ วิทมาเห
วักระตุณทายะ ทีมะหิ / ตันโน ตันติ ประโจทะยาต
(บทสวดคเณศาคายตรี)
ความหมาย : เราพร่ำสวดสรรเสริญแด่พระพิฆเนศผู้ยิ่งใหญ่
เราทำสมาธิเพื่อน้อมระลึกถึงท่าน ผู้ซึ่งมีงาข้างเดียว ขอพระองค์โปรดนำทางเราไปสู่สิ่งที่ดีงามด้วยเถิด

- โอม ตัด ปุรุษยา วิทมาเห
วักระตุณทายะ ทีมะหิ / ตันโน ตันติ ประโจทะยาต(บทสวดพระพิฆเนศ จาก คัมภีร์คณปติอุปนิษัท)
ความหมาย : เราพร่ำสวดสรรเสริญแด่พระพิฆเนศผู้ยิ่งใหญ่
เราทำสมาธิเพื่อน้อมระลึกถึงท่าน ผู้ซึ่งมีงวงอันโค้งสวยงาม ขอพระองค์โปรดนำทางเราไปสู่สิ่งที่ดีงามด้วยเถิด

- โอม ตัต การาตายะ วิทมาเห
หัสติมุขายะ ทีมะหิ / ตันโน ตันติ ประโจทะยาต
(บทสวดพระพิฆเนศ จาก นารายณ์อุปนิษัท)

- โอม คัง คะณะปัตตะเย นะโมนะมะห์
ศรี สิทธิวินายัก นะโมนะมะห์
อัสตะ วินายัก นะโมนะมะห์

กันนะปติ บัปปา โมรายาบทสวดบูชาองค์ สิทธิวินายัก พระพิฆเนศองค์สำคัญของโลก
และบูชาเทวรูป อัสตะวินายัก พระพิฆเนศที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ 8 แห่ง ณ ประเทศอินเดีย
เพลงบูชาจะร้องวนซ้ำไปเรื่อยๆ สามารถเปิดฟังขณะถวายของหรือทำสมาธิ


บทสวดขอพรพระพิฆเนศ 8 บท
(สวดพร้อมคำขอพรภาษาไทย)

โอม พูตายะ นะมะหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานความบริสุทธิ์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

โอม ภัคตะวิฆนะ วินาศิเน นะมะหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดทำลายความทุกข์ร้อนแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

โอม วิฆะณะราชายะ นะมะฮหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดขจัดอุปสรรคทั้งปวงอันจะเกิดแก่ชีวิตของข้าพเจ้าด้วยเถิด

โอม ศุธิปริยายะ นะมะหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานสติปัญญาในการประกอบอาชีพแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

โอม ศริษายะ นะมะหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานทรัพย์สมบัติและความอุดมสมบูรณ์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

โอม สธิรายะ นะมะหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานความมั่นคงแก่ชีวิตข้าพเจ้าด้วยเถิด

โอม สมาหิตายะ นะมะหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานสุขภาพพลานามัยที่ดีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

โอม สมุยายะ นะมะหะ
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานความสงบสุขแก่ชีวิตข้าพเจ้าด้วยเถิด



6. ถวายไฟ หรือการทำ อารตี หากไม่สะดวกใช้ตะเกียงอารตี (ต้องใช้สำลีชุบน้ำมัน) สามารถถวายไฟแบบใช้เทียน หรือ การบูร ให้นำใส่ถาดแล้วจุดไฟ ยกขึ้นหมุนวนเป็นวงกลม (ตามเข็มนาฬิกา) 3 รอบ ต่อหน้าองค์เทวรูป หรือรูปภาพเทพที่เราบูชา แล้วใช้ฝ่ามืออังไฟ แล้วมาแต่ที่หน้าผาก เพื่อให้เกิดความสว่างแก่จิตและดวงปัญญา หรือแตะบริเวณอื่นๆ ที่เป็นโรคเจ็บป่วย

7. ขอพรตามประสงค์
จากนั้นให้กล่าวคำว่า "โอม ศานติ...ศานติ...ศานติ" เพื่อขอความสันติให้บังเกิด เป็นอันเสร็จสิ้น (หรืออ่านในหน้ารวมบทสวด)

8. ลาเครื่องสังเวย
ถ้าจุดเทียน สามารถเป่าเทียนให้ดับได้เลย เพื่อป้องกันอัคคีภัย (ใช้เทียนเล่มเดิมนี้ จุดบูชาในวันต่อไปได้เรื่อยๆ จนเทียนหมด)

ถ้าจุดธูปหรือกำยาน ต้องรอให้หมดดอก จึงจะลาเครื่องสังเวยได้

นำเครื่องสังเวยต่างๆ ยกขึ้นจรดหน้าผาก แล้วกล่าวว่า "...โอม..."เพื่อขออนุญาตลาเครื่องสังเวย อย่าทิ้งอาหารไว้ให้เน่านะครับ
น้ำเปล่า - สามารถนำมาล้างหน้าหรือแต้มหน้าผากเพื่อเป็นสิริมงคล
นมสด - หากถวายเป็นกล่องหรือขวด ก็นำมาดื่มได้เลย
หากถวายเป็นแก้วเล็กๆ ก็ให้เททิ้งครับ ปล่อยไว้ค้างคืนจะทำให้นมบูด (บางคนดื่มแล้วท้องเสียครับ)
ผลไม้และขนม - ยกออกมาใส่จาน เพื่อมาแบ่งกันทานในครอบครัว ถือเป็นอาหารทิพย์
(ไม่ควรทานทั้งๆที่อยู่ในจานหรือถาดสำหรับถวาย เพราะห้ามใช้ปนกับของท่านนะครับ)

9. ทำความสะอาด จาน แก้วน้ำ เชิงเทียน แท่นกำยาน ฯลฯ แล้วเก็บไว้ในที่เฉพาะ


บทความเกี่ยวกับการบูชาพระพิฆเนศที่เกี่ยวข้อง
พระพิฆเนศ ผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่
การบูชาพระพิฆเนศ
ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ
ของถวายพระพิฆเนศ
อานิสงค์จากการบูชาพระพิฆเนศ

ของถวายพระพิฆเนศ


ของถวายพระพิฆเนศ


1. ดอกไม้

ถวายได้ทุกพันธุ์ ควรเป็นดอกไม้สด จะร้อยเป็นพวง เป็นช่อ หรือดอกเดียวก็ได้ ให้ล้างทำความสะอาดก่อนถวาย
ดอกไม้ที่ดีที่สุดคือ ดอกบัว เพราะในบทสวดของเทพทุกพระองค์ มีหลายๆโศลก หลายๆบท ที่กล่าวว่า
"ขอน้อมบูชาเทพผู้มีพระบาทงดงามดั่งดอกบัว" คือ ยกย่องสรรเสริญว่าทวยเทพทั้งหลายนั้นมีเท้าที่สวยงามเปรียบเสมือนดอกบัวที่งดงาม
ส่วนดอกไม้อื่นๆ ได้หมดครับ ไม่ว่าจะเป็นดาวเรือง มะลิ กุหลาบทุกสี ขอให้สด สะอาด มีกลิ่นหอมโชยก็ได้แล้วครับ

2. น้ำดื่มสะอาด

อันนี้ต้องมี ขาดไม่ได้เด็ดขาดนะครับ ห้ามใช้น้ำจากขวดที่เราเคยเปิดกินมาแล้ว แนะนำให้จัดขวดน้ำแยกไว้เพื่อรินถวายเทพโดยเฉพาะ โดยเทใส่แก้วเล็กๆ ซึ่งแก้วน้ำนี้ก็ต้องเป็นแก้วที่จะใช้ถวายเทพโดยเฉพาะเช่นเดียวกัน

3. นมสด
(หากจัดหาไม่ได้ จะถวายน้ำเปล่าอย่างเดียวก็ได้) นมที่ใช้ถวาย ควรเป็นนมสด (จืด) ที่ไม่ใช่รสดัดแปลง เช่น รสช็อคโกแล็ต รสสตรอเบอรี่ หรือนมเปรี้ยวดัดแปลงต่างๆก็ไม่ควรครับ แต่เราสามารถถวาย โยเกิร์ต ได้ โดยให้เลือกรสธรรมชาติ เนื่องจากโยเกิร์ต คือวิธีการทำนมเปรี้ยวในแบบของโบราณนั่นเอง หากนมเป็นกล่อง สามารถเสียบหลอดไว้ได้ หรือถ้าจะให้ดีก็เทใส่แก้วเลยครับ

4. ผลไม้

ผลไม้อะไรก็ใช้ถวายได้ ไม่ต้องแพงมากครับ ใช้ผลไม้ตามฤดูกาล สับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็ดี ผลไม้ที่แนะนำคือ กล้วย อ้อย สาลี่ ชมพู่ มะขวิด ผลหว้า และ มะพร้าวผ่าซีก ใส่ในถาดหรือจานสะอาด (ซื้อมาเป็นกิโลๆ แช่เย็นไว้แล้วแบ่งออกมาถวาย ก็เหมาะสมในเศรษฐกิจยุคนี้ครับ)


5. ขนมหวาน

ห้ามใช้ขนมที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ (ประมาณว่าแซนวิชหมูหยองนี่ห้ามนะครับ) ควรเป็นขนมที่ทำจากแป้ง มีความหวาน มัน เน้นน้ำตาลและกะทิ จัดใส่ถาดหรือจานสะอาด ปัจจุบันอนุโลมให้มีส่วนผสมของไข่ได้ มิฉะนั้นจะหาขนมมาถวายยากมากๆ

***ห้ามถวายของคาว เช่น ข้าวผัดกระเพรา ก๋วยเตี๋ยว หัวหมู เป็ด ไก่ตอน ฯลฯ เพราะไม่เหมือนกับการเซ่นไหว้เจ้าแบบจีนนะครับ
***จาน ถาด แก้วน้ำ ให้จัดไว้สำหรับบูชาเทพเท่านั้น ใช้เสร็จแล้วล้างให้สะอาด เก็บแยกไว้ ห้ามใช้ปะปนกับของคน

***เครื่องสังเวยอื่นๆที่สามารถถวายได้ ได้แก่ พืชพรรณ ธัญญาหารต่างๆ ข้าวสาร ข้าวกล้อง เกลือ น้ำตาล เมล็ดพริกไทย เมล็ดถั่ว งาขาว งาดำ ใบชา เมล็ดกาแฟสด มะเขือ มะขวิด ใบกระเพรา ใบโหระพา เครื่องเทศต่างๆ ผักสดทุกชนิด และผลไม้ทุกชนิด

ขอบคุณบทความและรูปภาพดีๆจาก http://www.siamganesh.com


บทความเกี่ยวกับการบูชาพระพิฆเนศที่เกี่ยวข้อง
พระพิฆเนศ ผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่
การบูชาพระพิฆเนศ
ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ
ของถวายพระพิฆเนศ
อานิสงค์จากการบูชาพระพิฆเนศ

การบูชาพระพิฆเนศ


การบูชาพระพิฆเนศ

เนื่องจากการบูชาพระพิฆเนศเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมไม่นิยมให้บูชาตามเทรดหรือตามยุคตามสมัยเห็นเขาบูชาแล้วดีจึงอยากบูชาบ้างผมไม่แนะนำครับ การบูชาพระพิฆเนศควรบูชาจากความศรัทธาอันแก่กล้าจากใจของเราจริงๆจึงจะสัมฤทธิ์ผลขอตามได้ปรารถนาที่ต้องการ...


การเตรียมการสักการะพระพิฆเนศ

การสักการบูชาขอพร พระพิฆเนศ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นอาชีพใด ประชาชนทุกชนชั้นวรรณะ ก็สามารถขอพรจากพระองค์ท่านได้ไม่จำกัด เพราะท่านเป็นมหาเทพที่ใจดี มีปัญญาลึกล้ำ แก้ไขปัญหาได้เก่ง จนได้รับการขนานนามให้เป็น "เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ"

วิธีบูชาพระพิฆเนศ 

วันที่เริ่มต้นครั้งแรกควรเริ่มบูชาใน วันอังคาร หรือ วันพฤหัสบดี เพื่อถวายตัวเป็นผู้ศรัทธา หรือลูกศิษย์ของพระพิฆเนศ วันต่อไปให้สักการะตามปกติ จะเป็นฤกษ์ยามใดถือเป็นมงคลทั้งสิ้น ของที่ใช้ในการสักการบูชาได้แก่ น้ำสะอาด นม น้ำมะพร้าว แต่ถ้ามีเครื่องสังเวยควรใช้ผลไม้และขนมต่างๆ เช่น อ้อย กล้วยสุก มะพร้าว ... เลือกถวายได้ตามศรัทธา และกำลังทรัพย์ แต่ถ้าสามารถถวายได้ทุกวันก็จะเป็นการดี

วันและเดือนที่เหมาะแก่การบูชาพระพิฆเนศ 

หลังจากที่ถวายตัวเป็นผู้ศรัทธาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดีแล้ว ก็สามารถบูชาได้ทุกวัน ทุกเดือน โปรดเข้าใจไว้ว่าไม่มีวันใดที่ไม่เหมาะแก่การบูชาพระพิฆเนศเลย ผู้ศรัทธาสามารถกราบไหว้ สักการะบูชาองค์พระพิฆเนศได้ทุกวัน ทุกเดือน และขอพรได้ตลอดเวลา

เครื่องสังเวยพระพิฆเนศ ห้ามใช้เนื้อสัตว์ทุกชนิด (สามารถใช้ขนมที่มีส่วนผสมของไข่ได้บ้าง แต่ถ้าเลือกได้ก็ควรเลี่ยง) ให้ถวายผลไม้ที่สุกแล้วเป็นหลัก อ้อย น้ำอ้อย นมวัว ขนมโมทกะ (หรือ ขนมต้มแดง ต้มขาว ของไทย) หรือขนมหวานลาดูป (ชาวอินเดียนิยมถวาย) ตลอดจนข้าวสาร เกลือ พืช ผัก งา สมุนไพร ธัญพืชและเครื่องเทศทุกชนิด ก็สามารถใช้ถวายได้

การเตรียมของบูชาพระพิฆเนศ

การบูชาพระพิฆเนศ หากไม่สะดวกที่จะจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ ก็สามารถเตรียมแต่พอประมาณ เพื่อการสวดบูชาได้ทุกๆวัน ซึ่งหลักๆ แล้วมีสิ่งที่ต้องเตรียม เพื่อการบูชาพระพิฆเนศ ดังต่อไปนี้

อุปกรณ์

1. รูปภาพ หรือ เทวรูปพระพิฆเนศ ที่เราบูชาอยู่

2. ธูป หรือ กำยาน (อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง)ถ้าใช้กำยานแท่ง ให้ใช้ 1 อัน ใช้ได้ทุกกลิ่น
ถ้าใช้กำยานผง ให้ตักใส่โถตามความเหมาะสม

ถ้าใช้ธูป จะใช้กี่ดอกก็ได้...ขอย้ำว่ากี่ดอกก็ได้นะครับ เพราะที่อินเดียจริงๆ แล้วไม่มีการกำหนดจำนวนธูปมาตั้งแต่โบราณ เนื่องจากเหตุผลที่จุดธูปก็คือ ต้องการถวายกลิ่นหอมแก่เทพ และ ให้ควันธูปเป็นสื่อนำคำอธิษฐานเราไปสู่เทพ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากประหยัดก็ใช้ 1 ดอกก็ดีครับ ลดโลกร้อนด้วย มีคนไทยเท่านั้นที่ถือว่าธูป 1 ดอกคือการไหว้ศพ ชาวฮินดูเค้าหยิบออกมาจากซองได้มากี่ดอกก็จุดเลยครับ ไม่มีการนับ หรือถ้าจะให้สบายใจ ไหว้แบบคนไทยหรือจีน ก็ใช้ 3 ดอก 5 ดอก 9 ดอกครับ

3. กระถางธูป หรือ แท่นวางกำยานใส่ดิน หรือ ผงธูป ลงในกระถางธูปก่อนเพื่อให้สามารถปักธูปได้ สำหรับแท่นวางกำยานก็มีขายหลายแบบ ส่วนใหญ่ทำจากกระเบื้องเซรามิก ดินเผา ทองเหลือง ฯลฯ หรือจะซื้อถ้วยเล็กๆ ตื้นๆ แบบที่ใส่พริกน้ำปลา มาใช้แทนก็ได้ครับ

4. ประทีป (ดวงไฟ เทียน ตะเกียงน้ำมัน การบูร)ใช้เป็นไฟส่องสว่าง ควรมี 2 ดวงซ้าย-ขวา หรือเทียน 2 เล่มถ้าใช้เทียน ก็ปักลงแท่นให้เรียบร้อยถ้าใช้ตะเกียงน้ำมัน ตรวจสอบน้ำมันให้มีเพียงพอ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตำนานพระภูมิเจ้าที่ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้

ตามตำนานเก่าเล่าต่อกันมาว่า ในอดีตกาลยังมีกษัตริย์มีนามว่า ท้าวทศราช (บางฉบับว่าท้าวโสกราช หรือท้ายกายทัศน์) มีมเหสีคือ พระนางสันทาทุกข์ (บางฉบับว่ามันทาทุกขธิบดี) ครอบครองกรุงฉิมพลี มีโอรส ๙ องค์ ล้วนแต่ปรีชาสามารถทุกองค์ ท้าวทศราชจึงส่งโอรสไปรักษาถิ่นฐานต่างๆ ดังนี้



๑. พระชัยมงคล ไปรักษาเคหสถาน ร้านโรง หอค้าต่างๆ
๒. พระนครราช ไปรักษาทวารเมือง ป้อมค่าย และบันได
๓. พระเทเพน ไปรักษาคอกสัตว์ โรงงช้างม้า โค และกระบือ
๔. พระชัยศพณ์ (บางฉบับว่าพระชัยสพ) ไปรักษายุ้ง ฉางข้าง เสบียงคลังต่างๆ
๕. พระคนธรรพ์ ไปรักษาโรงพิธีอาวาห์ และวิวาห์ เรือนหอบ่าวสาว
๖. พระธรรมโหรา (บางฉบับว่าพระเยาวแผ้ว) ไปรักษาไร่ นา ทุ่งลาน และป่าเขา
๗. พระเทวเถร (บางฉบับว่าพระวัยทัต) ไปรักษาอาราม วิหาร ปูชนียวัตถุและสถานต่างๆ
๘. พระธรรมิกราช ไปรักษาอุทยาน สวนผลไม้ และพืชพันธุ์ต่างๆ
๙. พระทาษธารา ไปรักษาห้วงหนอง คลองคูบึง และแม่น้ำ

โอรสทั้ง ๙ นี้ เป็นพระภูมิเจ้าที่ทั้งนั้น ตามความเชื่อแต่โบราณ

แต่ในปัจจุบันมีพระภูมิเพียง ๒ องค์เท่านั้น
ที่มีศาลอยู่อย่างถาวรและได้รับการสักการบูชา

คือ พระชัยมงคล ซึ่งเป็นพระภูมิเจ้าที่ประจำบ้าน กับ พระธรรมิกราช พระภูมิประจำสวนผลไม้และพืชพันธุ์ต่างๆ ส่วนพระชัยศพณ์ผู้รักษายุ้งฉางข้าวนั้น ได้มีพระแม่โพสพมาแทนที่ พระภูมิองค์อื่นๆ คงเหลือแต่ชื่อในตำนานเท่านั้น ไม่มีผู้ใดได้เห็นศาลพระภูมิเหล่านั้นเลย พระภูมิ ยังมีคนรับใช้ไว้ใช้สอยอีก ๓ คน คือ นายจันทิศ นายจันถี และจ่าสพพระเชิงเรือน คอยรับใช้อยู่หน้าศาล ดังนั้นถ้าผู้ใดจะทำพิธีมงคลใดใดก็ตาม เช่นปลูกบ้านใหม่ งานแต่งงาน ต้องทำพิธีบูชาเจ้าของที่ พระเจ้ากรุงพลีจึงจะมีความสุข

เรื่องราวของพระภูมินั้น ก็เป็นเพียงตำนานหรือนิทานเล่าสืบทอดกันมา จึงอาจมีผู้สงสัยว่า พระภูมิมีจริงหรือไม่ และสามารถคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติ ช่วยบันดาลให้เกิดโชคลาภให้เกิดมากน้อยเพียงใด คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าพระภูมิมีจริง และพระภูมิคือวิญญาณของผู้ที่ตายแล้วมาสถิตอยู่ที่ศาล นับเป็นเทพผู้คุ้มครองรักษา

การจัดตั้งศาลพระภูมิจึงนับเป็นพิธีการของศาสนาพุทธและพราหมณ์ปะปนกัน เพราะมีการบูชาสังเวยขอพร และขอให้บันดาลในอภินิหารในสิ่งที่มุ่งหวัง

แต่พระภูมิจะศักดิ์สิทธิ์สามารถดลบันดาลโชคลาภและปกป้องคุ้มครองภัยหรือไม่นั้น หากจะพิจารณาตามหลักพุทธศาสนาก็ควรพิจารณาถึงกรรมคือการกระทำเป็นสำคัญ คือ ประกอบด้วยถ้าทำดีย่อมได้รับผลดี แต่ถ้าเคยทำชั่วมามาก ก็ย่อมได้รับความทุกข์และไม่มีโชคลาภ ถึงแม้จะมีการบูชาหรือสังเวยขอพร ก็มักจะไม่ใคร่เป็นผลสำเร็จ

ตรวจศาลพระภูมิเจ้าที่ เราจะพบเห็นสิ่งเหล่านี้มีอยู่โดยทั่วๆไปที่เรียกว่า " ศาลหรือศาล
พระภูมิเจ้าที่ "   จะอยู่ตามบ้าน   ตามอาคารสำนักงาน   โรงงาน   ท้องไร่ ปลายนา   สถานที่ต่างๆ  ฯลฯ   สิ่งเหล่านี้ก็มีอิทธิพลและส่งผลให้กับเราเหมือนกัน  จำเป็นหรือไม่ว่าเราควรจะมีศาลพระภูมิหรือจะไม่มีดี   ถ้าหาก เรามีศาลพระภูมิอยู่แล้วเราจะปฏิบัติอย่างไร  ??


๑.   เจ้าที่ (เป็นวิญญาณธรรมดา)
๒.   ตายายหรือพ่อแก่แม่แก่ (เข้าใจว่าเป็นบรรพบุรุษ   ที่จริงแล้วไม่ใช่)
๓.   พระภูมิ (เป็นเทวดา)
๔.   พระพรหม (เป็นพรหม)
๕.   ทีจู้เอี๊ยะ (เป็นเซียน) 

         เจ้าที่ของเราที่กราบไหว้บูชาอยู่นั้นมีอยู่เหรอเปล่าว?......   ท่านเป็นใคร?.....   มีรูปร่างลักษณะอย่างไร?......   และมีพระนามว่าอะไร?......  ท่านมีความสามารถอิทธิฤทธิ์ทางด้านไหน?......   สิ่งที่เราปฏิบัติอยู่ถูกต้องหรือไม่?......   จริงๆแล้วท่านต้องการอะไร?......


องค์พระภูมิที่มาสถิตย์อยู่ใน ศาลเป็นอย่างไร?   เป็นใคร?   ส่วนมากแล้วเจ้าพิธีจะทำการอัญเชิญเทพ
เทวดามาสถิตย์ตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๖ ขึ้นไปจนถึงพรหมตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึง ชั้นที่ ๒๐ ให้มาสถิตย์อยู่ที่ในศาล   เราจะได้พระภูมิระดับชั้นไหนเป็นอะไรนั้น ก็อยู่ที่ว่าเจ้าพิธีเขาจะทำการอัญเชิญได้ระดับไหนและก็ชั้นไหนอีกที   ถ้าหากเจ้าพิธีมีศีลและจิตของเขาไม่บริสุทธิ์ก็จะได้แค่เทพเทวดาชั้นที่ต่ำๆ

บางทีก็อัญเชิญเทพเทวดาไม่ได้ไม่มาเลย   เจ้าพิธีบางคนก็ใช้มนต์คาถา เรียกหรือสะกดดึงเอาเทพเทวดาลงมา   วิธีนี้อันตรายกับเจ้าของบ้านเป็นอัน มากเพราะท่านถูกบังคับลงมาท่านไม่ได้เต็มใจ   จะทำให้เจ้าของบ้าน   คนในบ้านหรือบ้านนั้นมีปัญหา   ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ   การเงิน   การงาน
ครอบครัวไม่มีความสงบสุข  ฯลฯ   แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?ว่าเจ้าพิธีแต่ละคนใช้วิธีการแบบไหน   พอเจ้าพิธีทำการอัญเชิญเทพเทวดาไม่ได้   ก็จะได้ระ ดับพวกสัมพเวสีผีเร่ร่อนวิญญาณพเนจรต่างๆเข้าไปสถิตย์อยู่ที่ศาลแทนเทพเทวดา   เพราะศีลไม่บริสุทธิ์หรือไม่ก็ทำการตั้งเครื่องสังเวยบวงสรวงเป็น
พวกเหล้าหรือของคาวต่างๆสิ่งเหล่านี้ท่านไม่รับไม่ต้องการ   เราก็บูชากราบไหว้ขอพรก็ไม่สำฤทธิ์ผลอะไร   เพราะพลังพวกสัมพเวสีผีพเนจรเขาจะมี

พลังน้อยมาก   เขาจะช่วยทำให้เราสำเร็จตามที่เราขอพรนั้นได้ยากมาก  เพราะตามลำพังพวกสัมพเวสีเขาก็ลำบากทุกข์ยากกันอยู่แล้วเขาจะช่วยอะไรเราได้   บางทีที่เราขอพรจากพระภูมิท่านไม่ได้ผลก็เพราะว่าเทพเทวดาที่อัญเชิญมานั้นมีฤทธิ์อภิญญาไม่ตรงกับอาชีพหรือความต้องการของเจ้าของ
บ้าน เช่น   ถ้าเจ้าของบ้านเป็นข้าราชการก็ต้องอัญเชิญท่านที่เก่งและมีฤทธิ์ทางอำนาจ  วาสนาและบารมี คนที่ทำการค้าก็ต้องอัญเชิญท่านที่เก่งทางเมตตา การเงินการค้าขายเป็นต้น   ส่วนศาลพระภูมิที่ตั้งและมีมานานๆแล้วบางแห่งอาจจะไม่มีอะไรสถิตย์อยู่เลย   เพราะสัตว์ที่ไม่มีกายเนื้อเหมือน
มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานนั้นเขาเรียกว่า  " โอปปาติกะ "   คือสัตว์ที่ไม่มีกาย  เขาจะมีอายุไม่เท่ากันบางตัว ๗ วันตาย   บางตัว ๑๕ วันตาย   บางตัว ๓๐
           

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

พระหนุมาน มหาเทพผู้ทรงความซื่อสัตย์

หนุมาน เป็นลิงเผือก (กายสีขาว) มีลักษณะพิเศษคือ มีเขี้ยวอยู่กลางเพดานปาก มีกุณฑลขนเพชร สามารถแผลฤทธิ์ให้มี ๔ หน้า ๘ มือ และหาวเป็นดาวเป็นเดือนได้ ใช้ตรีเพชร (สามง่าม) เป็นอาวุธประจำตัว (จะใช้เมื่อรบกับยักษ์ตัวสำคัญๆ) มีความเก่งกล้ามาก สามารถแปลงกาย หายตัวได้ ทั้งยังอยู่ยงคงกระพันแม้ถูกอาวุธของศัตรูทำร้ายจนตาย เมื่อมีลมพัดก็จะฟื้นขึ้นได้อีก



หนุมาน เป็นเทพลิงที่มีความสามารถในการเรียนรู้ ว่องไว ถือกำเนิดจากนางอัญจนา ราชินีลิง หนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดโดยเทพเจ้า เป็นผู้ช่วย พระวิษณุ เมื่อครั้งอวตารเป็น พระราม สามารถเหาะได้ เนื่องจากพระบิดาคือ พระวายุ เทพแห่งลม กำเนิดของหนุมานสลับซับซ้อน กล่าวกันว่าพระบิดาของพระราม ได้จัดพิธีเพื่อของโอรส โดยให้มเหสีทั้งสามเสวยขนมองค์ละ ๑ ชิ้นนางไกษเกษี ซึ่งอ่อนชันษาที่สุด ได้รับขนมเป็นองค์สุดท้าย พระนางไม่ชอบขนมนี้ และเมินพระพักตร์นกเหยี่ยวเล็กจึงบินมาคว้าไป มันบินไปในป่า และพบ นางอัญจนา ซึ่งถูกสาปให้เป็นลิง กำลังสวดวิงวินขอบุตรอยู่ ดังนั้นนกเหยี่ยวจึงปล่อยขนม พระวายุก็พัดพาขนมไปตกที่มือของนาง จากนั้น พระศิวะ จึงปรากฎร่างต่อหน้านางและให้นางกินขนม เมื่อนางกิน จึงตั้งครรภ์หนุมานขึ้น ทันทีที่หนุมานเกิดก็มีอาการหิวทันที มารดาจึงไม่พอใจหนุมานนัก ครั้นเมื่อหนุมานเห็นดวงอาทิตย์คิดว่าเป็นผลไม้ จึงกระโดดตามไป ดวงอาทิตย์เคลื่อนหนี หนุมาน ก็ไล่ตามไปไกลจนถึงสวรรค์ของ พระอินทร์พระอินทร์ทรงใช้วัชระขว้างใส่ขากรรไกรหนุมาน ทำให้หนุมาน หล่นลงมาบนโลก พระวายุ บิดาของหนุมานจึงแก้แค้นให้ โดยเข้าไปสิงอยู่ในร่างของเหล่าเทพเจ้า ทำให้เกิดอาการจุกเสียด พระอินทร์จึงต้องขอขมาพระวายุ และให้พรว่าหนุมานจะเป็นอมตะ (บางคัมภีร์ว่าพระรามให้พรหนุมานให้เป็นอมตะ)



หนุมานมีพลังและความว่องไวล้ำเลิศ ไม่เพียงแต่เหาะเร็วดังลมเท่านั้น แต่หนุมานยังมีพลังยกถอนภูเขาได้ หดและขยายร่างได้ตามต้องการและล่องหนได้ เมื่ออยู่ในสงครามหนุมานจะมีลักษณะน่าสะพรึงกลัว กล่าวคือ ร่างใหญ่เท่าภูเขา ผิวกายเป็นสีเหลืองดั่งทองหลอม ผิวหน้าสีแดงดั่งทับทิม มีหางยาวมาก หนุมานจะทำให้ศัตรูกระจัดกระจายโดยใช้เสียงคำรามอย่างน่ากลัว





คาถาบูชาพระหนุมาน




บูชาพระหนุมาน ขอพรให้มีความเข้มแข็ง ชนะศัตรู มีแต่ความแข็งแกร่งไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งใด

ขอพรหนุมานให้ประทานความซื่อสัตย์จากผู้ใต้บังคับบัญชา และประทานความรักใคร่เอ็นดูจากผู้บังคับบัญชา
ให้พรเจ้านาย-หัวหน้า-ลูกน้อง-บริวาร มีแต่ความกลมเกลียวสามัคคี ไม่เกลียดชังกัน


การบูชาพระหนุมาน ควรบูชาควบคู่กับพระราม มีบทสวดให้เลือก คือ


- โอม ศรี หนุมาน นะมะห์



- โอม ศรี หนุมัทเต นะมะห์



- โอม ศรี รามะ ชยะ ชยะ รามะ

โอม ศรี หนุมานะ ชยะ ชยะ หนุมานะ


- โอม อัญจาเนยายะ วิดมาเห

มหาบัลลาเย ดีมาฮี
ตันโน หนุมาน ประโจทะยาต
- โอม อันจานี สุทายะชา วิดมาเห
วายุ ปุตรายะชา ดีมาฮี
ตันโน มรุทถี ประโจทะยาต


- โอม มะโนจาวัม มารุตาตุละยาเวกัม

จิเทนทริยัม พุทธิมาตัม วาริสะตัม
วาตัตตะมาชัม วานะรายุ ธ มุขยัม
ศรีราม ทุตัม สาระนัม ประปัทเย

หนุมานถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง การอุทิศตัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และการปฏิบัติรับใช้พระรามแบบไม่นึกถึงตนเอง มีตำนานเรื่องราวที่นิยมเล่าขานกันเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อพระรามของหนุมาน กล่าวไว้ว่า

วันหนึ่งพระแม่สีดาได้ป้ายผงสีแดง (sindoor) ที่บริเวณหน้าผากพระนาง หนุมานได้ถามพระนางว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร พระนางสีดาตรัสว่าผงสีแดงนี้ สตรีใช้ป้ายเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับสามี ทั้งยังเป็นการทำให้สามีมีชีวิตยืนยาว ยิ่งป้ายผงสีนี้มากเท่าใด สามีก็ยิ่งจะมีชีวิตยืนยาวมากเท่านั้น หนุมานเมื่อทราบดังนั้นจึงนึกในใจว่า แค่ผงสีเพียงหยิบมือก็สร้างความพึงพอใจและทำให้พระองค์มีชีวิตยืนยาวได้ ถ้าเราได้ชะโลมผงสีนี้ทั่วร่างกาย พระองค์จะทรงปลื้มปิติและมีพระชนมชีพยืนยาวมากเท่าใด

ดังนั้นหนุมานจึงได้ละเลงผงสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความเข้มแข็งทั่วร่าง และเมื่อพระรามเสด็จกลับมาพบเห็นเข้าและถามหนุมานว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น หนุมานตอบว่าเพื่อสร้างความพอใจให้กับพระองค์เท่านั้น ได้สดับตรับฟังดังนั้นพระรามก็ทรงปิติเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อประทับอยู่ต่อหน้าสาวกของพระองค์ จึงทรงประกาศออกมาว่าผู้ใดก็ตามที่ใช้ผงสีแดงทาบนร่างของหนุมานจะได้รับความรักภักดีจากพระองค์ และพระองค์จะทรงปิติยินดีกับผู้ที่อุทิศตัวอย่างนั้น

ผู้นับถือบูชาหนุมานที่มาร่วมพิธีในวัดมักจะนำผงสีป้ายบนรูปเคารพของหนุมานแล้วป้ายที่หน้าผากตนเองด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อสิ้นสุดพิธีกรรมทางวัดก็มักจะทำอาหารมังสวิรัติเลี้ยงผู้ที่มาร่วมในพิธี หลังจากที่มีการอดอาหารมาตลอดทั้งวันเป็นการบูชาหนุมานแล้ว

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

พระกฤษณะ มหาเทพผู้แห่งความหลุดพ้น ชี้ทางมนุษย์ไปสู่ความสุขสมบูรณ์ที่แท้จริง


นิกายพระกฤษณะ ได้แพร่กระจายออกไปยัง ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีชาวตะวันตกนับถืออยู่มากมาย

เนื่องจากในเรื่อง มหาภารตะ ได้มีคัมภีร์ ภควัทคีตา บรรจุอยู่ คัมภีร์นี้เองเป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกให้ความสนใจศึกษากันมากมายปัจจุบันถือว่า คัมภีร์ภควัทคีตา เป็นคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ฮินดูที่แพร่หลายมากที่สุด (แพร่หลายมากกว่าคัมภีร์พระเวททั้งสี่)

เนื่องจากสมัยโบราณ คัมภีร์พระเวท เป็นสิ่งที่คนวรรณะอื่นห้ามอ่านนอกจากวรรณะพราหมณ์เท่านั้น พระเวทจึงค่อยๆลดบทบาทลงแต่ภควัทคีตาเป็นสิ่งที่พราหมณ์ในนิกายที่นับถือพระกฤษณะสั่งสอนให้ผู้คนศึกษา เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิต จึงเข้าถึงผู้คนได้กว้างขวาง


      ในคัมภีร์ปุราณะ มหากาพย์รามายณะ มหาภารตะ และตำนานเก่าต่างๆ ของอินเดีย รวมถึงคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูอื่นๆ ได้บันทึกและกล่าวถึงไว้ว่า พระวิษณุเทพได้อวตารลงมาเพื่อปราบยุคเข็ญให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ทั่วไป ในช่วงเหตุการณ์โลกเกิดกลียุคและเกิดความไม่สงบสุขจากเหล่าอสูร จึงทรงอวตาลลงมาในปางต่างๆ ซึ่งปางพระกฤษณะเทพ คือปางที่ 8 ในการอวตาร10 ปาง ของพระวิษณุเทพ นั่นเอง ลัทธิไวษณพนิกาย กล่าวไว้ว่าพระกฤษณะเกิดมาเพื่อทำลายอสูร ชื่อกังสะ ซึ่งเป็นลุงของพระกฤษณะเอง อสูรกังสะตนนี้ปลอมตัวมาเป็นกษัตริย์นามว่า อุคราเสน แห่งเมืองมถุรา และได้ใช้อำนาจแย่งชิงมเหสีจากกษัตริย์ (องค์จริง) มาโดยมิชอบ และมเหสีก็ทรงไม่ทราบว่าเป็นอสูรที่แปลงกายมาเป็นสวามีของตนอสูรกังสะ เมื่อขึ้นครองเมืองก็สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป ต่อมาเมื่อพระวิษณุเทพทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงทรงอวตารมาในปางพระกฤษณะเพื่อปราบอสูรกังสะตนนี้

       พระกฤษณะนั้นเป็นบุตรของ พระวสุเทพ(โอรสท้าวศูรราช)และนางเทวกี (บุตรีท้าวอุคระเสน) ในนครมถุรา เมื่อหมดสมัยของท้าวศูรราชท้าวอุคระเสนก็ปกครองเมืองมถุราต่อ แต่พญากงส์ บุตรของท้าวอุคระเสน ได้เป็นกบฏ ถอดท้าวอุคระเสนแล้วขึ้นปกครองเสียเอง ครั้งเมื่อนางเทวกีตั้งครรภ์มีโหรทำนายว่า ทารกในครรภ์นั้น จะเป็นผู้วิเศษมาเกิด พญากงส์จึงจับนางเทวกีและพระวสุเทพขังเอาไว้ เมื่อครบกำหนดคลอดก็ให้ฆ่าทารกเสีย ทำเช่นนี้อยู่ 6 ครั้ง จนถึงครั้งที่8 เทวดาได้ย้าย ทารกไปไว้ในครรภ์ นางโหริณีมเหสีฝ่ายซ้ายของพระวสุเทพ ทารกนี้มีนามว่า พระ กฤษณะ มีกายสีดำ มีลักษณะของมหาบุรุษเพียบพร้อม พระวสุเทพจึงนำกุมารนี้ไปฝากโคบาล( ผู้เลี้ยงวัว ทำปศุสัตว์ )ชื่อนันทะ และนางยโศธา แล้วเอาทารกของนาง ยโศธาเปลี่ยนตัวแทนแต่พญากงส์ทราบเข้าจึงสั่งให้ฆ่าทารกเสียทั้งหมดแล้วให้ราชบุรุษจับตัวพระกฤษณะมาให้ได้

             นันทะและนางยโศธาจึงพาพระกฤษณะ ไปอยู่ที่ตำบล พฤนทาพน พระกฤษณะจึงเติบโตท่ามกลางหมู่โคบาล และให้ความอนุเคราะห์เหล่าโคบาลนี้ ระหว่างนั้นได้แสดงปาฏิหารย์มากมาย อย่างเช่น ยกภูเขาโควรรธนะ จนสามารถมีชัยเหนือพระอินทร์ จนได้ชื่อว่า อุเปนทร = ดีกว่าพระอินทร์ รวมถึง ปราบพญานาค กาลียะ ฯลฯ ญากงส์พยายามที่จะสังหาร พระกฤษณะหลายครั้ง ในที่สุดพญากงส์เชิญให้ไปเล่นสรรพกิฬาในเมืองมถุรา พญากงส์ได้วางตัวมวยปล้ำที่เก่งที่สุดเอาไว้เพื่อกำจัดพระกฤษณะ โดยเฉพาะ แต่พระกฤษณะสามารถเอาชนะได้และได้ฆ่าพญากงส์ตาย จากนั้นจึงพระเจ้าอุคระเสนขึ้นครองเมือง
             พิธีการบูชา ชาวฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย เชื่อว่าพระกฤษณะเทพ คือเทพแห่งความรักเสียงเพลงและการรำฟ้อน พิธีการบูชา ผู้นับถือจะบูชาพระกฤษณะเทพโดยจัดให้มีการแสดงระบำราศสีลา ถวายพระองค์ ซึ่งระบำราศสีลาเป็นการ ถ่ายทอดมาจากช่วงวัยหนุ่มของพระกฤษณะ ในขณะเต้นรำกลางแสงจันทร์กับหมู่หญิงเลี้ยงโคกลาง ทุ่งหญ้า อันกว้างใหญ่ในพิธีบูชาการแสดงนี้จะแสดงตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงกลางคืน จะเต้นรำกลางลานกว้าง คัมภีร์พราหมณ์ กล่าวถึงว่า ในเทศกาลโฮลี่นอกเหนือจากการบูชาพระกามเทพแล้ว

             ชาวฮินดูบางแคว้น เชื่อว่าต้นกำเนิดเทศกาลโฮลี่นี้ เกี่ยวข้องกับพระกฤษณะซึ่งเป็นปางอวตารของพระวิษณุ เทศกาลโฮลี่ คือพิธีเพื่อระลึกถึงพระกฤษณะที่รบชนะนางยักษิณี นามว่า ปุตนะ เรื่องเล่าไว้ว่าในช่วง พระกฤษณะยังเยาว์วัยอยู่ อสูรนามว่า กังสะ ผู้เป็นลุงต้องการฆ่าพระองค์จึงสั่งให้นาง ยักษิณีปุตนะฆ่าเด็กที่มีอยู่ให้ตายทั้งหมด นางยักษิณีปุตนะจึงแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อจับเด็กทั้งหลายมาฆ่าทิ้งจนเมื่อเดินทาง จนพบกับพระกฤษณะ พระกฤษณะทรงทราบว่าเป็นนางยักษิณีแปลงกายเป็นมนุษย์จึงเข้าต่อสู้ได้รับชัยชนะ หลังจากนั้นพระองค์จึงฆ่านางยักษิณีตนนี้ และนำเลือดของนางมาเป็นอาหาร พิธีกรรมการบูชา ชาวเมืองมถุราจะทำหุ่นจำลองขนาดใหญ่ของนางยักษิณีปุตนะ สร้างจากโครงไม้ไผ่ติดกระดาษนำมาทาสี และนำไฟเผาหุ่นนั้น โดยมีการร้องรำทำเพลง และนำสีฝุ่นมาสาดกันอย่างสนุกสนาน และมีการจุดไฟกองใหญ่เพื่อรำลึกถึงเหตุการณืที่พระกฤษณะรบชนะนางยักษิณีปุตนะ


การกราบไหว้บูชาพระกฤษณะ จึงไม่สามารถกราบไหว้อย่างเดียวหรือถวายของเฉยๆได้
แต่จะต้องมีการศึกษาหนังสือ 2 เล่มควบคู่ไปด้วย นั่นคือ 1.มหากาพย์มหาภารตะ 2.คัมภีร์ภควัทคีตา
มิฉะนั้นการบูชาพระกฤษณะจะไม่บังเกิดผล (ที่มีการกำหนดเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้มนุษย์ศึกษาคำสอนในคัมภีร์)

ผู้ที่ปฏิบัติตนเป็นผู้ติดตามพระกฤษณะ หรือ ผู้นับถือศรัทธาในพระกฤษณะ เรียกว่า ผู้ภักดี โดยในภควัทคีตาจะสอนเรื่อง ภักดีโยคะ

และการเข้าถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระกฤษณะมหาเทพนี้ก็เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระผู้เป็นเจ้าทุกพระองค์

มนต์บูชาพระกฤษณะมหาเทพ เรียกกันในนิกายว่า "มหามนต์"
ในปุราณะต่างๆ กล่าวไว้ว่า การบูชาพระกฤษณะ อาจทำได้โดยไม่ต้องบูชาพระพิฆเนศก่อน
(เป็นมหาเทพเพียงองค์เดียวที่ไม่ต้องกล่าวบูชาผ่านพระพิฆเนศได้อย่างสนิทใจ)


ฮะเร กฤษณะ ฮะเร กฤษณะ
กฤษณะ กฤษณะ ฮะเร ฮะเร
ฮะเร รามะ ฮะเร รามะ
รามะ รามะ ฮะเร ฮะเร

การสวดมหามนต์ 4 บรรทัดนี้ ผู้สวดสามารถใส่ทำนองลงไปได้อย่างอิสระ
(จะนำเพลงมหามนต์นี้มาให้ดาวน์โหลดไปฟังกันเป็นตัวอย่างต่อไปครับ)


ขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.siamganesh.com